งาน

วิธีทำงานอย่างมีความสุข

การทำงานในแต่ละวัน เราย่อมเจอสถานการณ์หลากหลายที่อาจจะบั่นทอนความสุขในการทำงานไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจเกิดจากตนเอง เพื่อนร่วมงาน หรือ งาน ที่ทำก็ได้เช่นกัน ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนอยู่เสมอ เพราะโดยทั่วไปคนเราแทบจะใช้เวลาถึงหนึ่งในสามของแต่ละวันไปกับการทำงาน ที่ทำงานจึงอาจเปรียบได้กับเป็นบ้านหลังที่สองของหลายๆคนเลยทีเดียว นอกจากนี้การมีความสุขในการทำงานยังส่งผลทางบวกต่อประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย เราจึงจะมาแนะนำวิธีการทำงานอย่างมีความสุขที่สามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวคุณเอง ดังต่อไปนี้ อย่าคิดเล็กคิดน้อย การไม่นำเอาคำพูดหรือเหตุการณ์เล็กๆน้อยมาเป็นอารมณ์ จะทำให้คุณอารมณ์ดีมากขึ้น ไม่รู้สึกอึดอัดหรือรู้สึกแย่กับเพื่อนร่วมงาน การทำงานที่เกิดขึ้นก็ย่อมทำให้มีผลงานที่ดีออกมา การมีทัศนคติที่ดีจะช่วยให้คุณมีความสุขในการทำงาน เป็นมิตรกับเพื่อนร่วมงาน เป็นเรื่องปกติที่ในทุกๆองค์กรย่อมมีการทำงานร่วมกัน ดังนั้นการแสดงออกว่าตนเองเป็นมิตรย่อมทำให้เพื่อนร่วมงานอยากเข้าหา และทำให้บรรยากาศการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น การไม่มีศัตรูในที่ทำงานย่อมสามารถทำให้เราทำงานได้อย่างมีความสุข พัฒนาทักษะในการทำงานอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตนเองรู้สึกว่างานที่ทำยากจนเกิดความท้อถอยในการทำงาน เพราะเมื่อมีความรู้สึกนั้น บางทีอาจจะทำให้คุณทำงานได้ไม่เต็มที่และไม่ใส่ใจเท่าที่ควร จัดการตารางเวลาอย่างเป็นระบบ ในการทำงานย่อมมีการกำหนดเวลาที่ใช้ในการทำงานแต่ละงานแตกต่างกันออกไป Continue Reading

Posted on:
การเลี้ยงลูก

การเลี้ยงลูกไม่ให้เป็นคนแยกตัวจากสังคม

โลกโซเชียลเป็นสิ่งที่หลายคนพูดถึงและเป็นสิ่งที่เราทุกคนใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ การมีเทคโนโลยีและความทันสมัยทางด้านเครื่องมือสื่อสาร รวมไปถึงความล้ำหน้าทางด้านนวัตกรรมต่างๆเป็นข้อดีที่ทําให้สังคมและโลกของเราเจริญขึ้นแต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือความเจริญย่อมมาพร้อมกับความเสื่อมเมื่อเทคโนโลยีเจริญขึ้นแต่อีกมุมหนึ่งกลับเสื่อมลงคงไม่ต้องบอกหลายคนก็คงจะเดาได้ว่าสิ่งที่เสื่อมโทรมลงไป คือสังคมของเรานั่นเอง ความเสื่อมโทรมในยุคนี้คือ การที่เราใช้มือถือกันมากขึ้นจนหลายคนเรียกว่าสังคมก้มหน้าเราให้ความสำคัญกับโลกออนไลน์มากกว่าการที่จะได้พบปะพูดคุยและเปลี่ยนบทสนทนาและถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันแม้กระทั่งบนโต๊ะอาหารในบ้านที่พ่อแม่ลูกควรจะได้พูดคุยกันอย่างมีความสุข แต่ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือลูกกลับก้มหน้าก้มตาอยู่กับมือถือและอยู่ในสังคมของตนเองหรืองานที่กำลังทำไม่ว่าจะเป็นการติดต่อลูกค้าหรือจะสั่งงานผ่านทางโทรศัพท์มือถือนั่นเองทำให้ในปัจจุบันนี้มีปัญหาหนึ่งเกิดขึ้นในสังคมนั้นก็คือปัญหาการแยกตัวจากสังคมนั่นเอง การดำเนินชีวิตเพื่อห่างไกลการแยกตัวจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตของเราเองในวัยผู้ใหญ่หรือการเลี้ยงดูพ่อแม่รวมไปถึงพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูกเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างเกราะกำบังปัญหาต่างๆเหล่านี้ให้กับคนที่เรารักหรือแม้กระทั่งตัวเราเองก็ตามซึ่งในวิถีชีวิตหรือและสไตล์ของเราเรามีสิ่งที่จะต้องปรับทัศนคติของเราในเรื่องต่างๆดังนี้ สร้างความแข็งแกร่งในจิตใจให้กับคนที่เรารักด้วยการทำความเข้าใจทุกๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตรวมไปถึงให้ความรักความอบอุ่นและสัมผัสกันด้วยการโอบกอดอยู่เสมอเพราะนี่คือเป็นสิ่งที่จะสร้างพลังใจให้ใครคนใดคนหนึ่งเข้มแข็งขึ้นมาได้ ถ้าหากคุณเป็นคนที่จะต้องเลี้ยงดูลูกน้อยให้พาลูกของคุณไปเล่นที่สนามเด็กเล่นหรือไปเจอเพื่อนในวัยเดียวกันในสังคมใดสังคมหนึ่งซึ่งการที่ลูกน้อยได้เจอสังคมเขาจะรักความรู้สึกสนุกสนานที่ได้เจอเพื่อนฝูง ทำให้ไม่รู้สึกแปลกแยกและปรับตัวเข้ากับสังคมได้ง่าย ไม่คาดหวังหรือกดดันลูกให้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการเช่นคาดหวังกับผลการสอบของลูกหรือส่งลูกไปเรียนกวดวิชาจนเยอะแยะมากมายเกินไปเพราะอยากให้ลูกสอบติดในโรงเรียนที่ดีหรือคณะดีๆรวมทั้ง คาดหวังให้ลูกทำอาชีพที่พ่อแม่ต้องการเพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้อาจจะทำให้ลูกของคุณเกิดความรู้สึกอึดอัดและกดดันจนไม่อยากจะพบเจอใครในสังคมรวมกระทั่งตัวพ่อแม่เอง ปลูกฝังทัศนคติที่ดีและการมองโลกในทิศทางบวกเสมอให้กับลูกและคนในครอบครัวฝึกนิสัยการยอมรับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นจริงได้ในชีวิตของเราแล้วไม่กล่าวโทษไม่กดดันในกรณีที่มีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวเป็นต้น

Posted on:
การแต่งงานญี่ปุ่น

ชีวิตการแต่งงานแบบฉบับ Lifestyle ญี่ปุ่น

ว่าด้วยเรื่องของการแต่งงานที่มีความแปลกต้องยกให้การแต่งงานตามแบบฉบับคนญี่ปุ่นในสมัยโบราณโบราณถือว่าการจดทะเบียนสมรสคือการแต่งงานที่สมบูรณ์ส่วนจะจัดงานหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกไม่ได้ถือว่าผิดประเพณีแต่อย่างใดแต่ในปัจจุบันนี้มุมมองชีวิตแล้วเรื่องความรักของชาวญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปซึ่งในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาทัศนคติเกี่ยวกับการแต่งงานของหนุ่มสาวยุคใหม่กลับมองว่าการแต่งงานแบบไม่จดทะเบียนสมรสรวมไปถึงการแต่งงานแต่แยกกันอยู่ถือเป็นเรื่องธรรมดานั่นเอง การแต่งงานแบบไม่จดทะเบียนสมรส  ด้วยความเชื่อที่ว่าการแต่งงานที่มีการจดทะเบียนสมรสมักจะทำให้ความสัมพันธ์ของคนสองคนมีความยุ่งยากและเปลี่ยนแปลงไปเพราะจะมีเรื่องกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นต้นว่าการที่จะต้องเปลี่ยนนามสกุลซึ่งจะทำให้ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองและทำให้ความรักนั้นไม่มีอิสระอย่างเต็มที่ เพราะจะต้องรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าต้องใช้ชีวิตคู่ร่วมกันภายใต้กรอบของกฎหมาย ดังนั้นหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ชอบไลฟ์สไตล์ความเป็นอิสระจึงมองว่าการอยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องมีข้อกฎหมายมาผูกมัดต่างหากคือสิ่งที่ดีและมีอิสระเสรีและทำร้ายจิตใจฝ่ายตรงข้ามน้อยที่สุด  การแต่งงานแต่แยกกันอยู่ ในสังคมบ้านเราการแต่งงานแต่แยกกันอยู่ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลเพราะคนสองคนอาจจะมีเรื่องระหองระแหงหรือบาดหมางใจก็เป็นได้แต่หลายคู่ก็อาจจะแยกกันอยู่ด้วยความจำเป็นไหมว่าจะเป็นเรื่องภาระหน้าที่การงานและสถานที่ในการทำงานจึงจำเป็นต้องแยกกันอยู่ชั่วคราวแต่สำหรับชาวญี่ปุ่นการแต่งงานแต่แยกกันอยู่ก็คือการแต่งงานแบบจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายแต่คนทั้งคู่เลือกที่จะไม่ใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งโดยปกติแล้ว คนส่วนใหญ่จะมองว่าการแต่งงานแล้วได้อยู่ด้วยกันทำให้การใช้ชีวิตคู่นั้นมีความสุขมากที่สุดแต่สำหรับวิถีชีวิตและละสไตล์ของคนญี่ปุ่นยุคใหม่  กลับมีทัศนคติที่ว่า การใช้ชีวิตหลังแต่งงานแทนที่จะมีความหวานชื่นแต่คนทั้งสองคนต้องปรับตัวเข้าหากันกลายเป็นดีสิ่งที่จะต้องทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เข้าใจกันอยู่เรื่อยๆจนอาจจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและความรู้สึกของคนทั้งคู่ดังนั้นการแต่งงานอย่างถูกต้องและแยกกันอยู่ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีกว่าโดยที่คนทั้งคู่อย่างจากคงมาเจอกันในวันครอบครัวหรือมีนัดไปกินข้าวออกเดทกันเป็นเรื่องปกติสิ่งต่างๆเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ทำให้หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นยุคใหม่รู้สึกกระชุ่มกระชวย สดชื่นอยู่เสมอเหมือนตอนที่ยังคบกันใหม่ๆและยังไม่แต่งงานนั่นเอง รูปแบบวิถีชีวิต ของการแต่งงานสำหรับชาวญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องที่แปลกและน่าจับตามองและถือว่านี่คือค่านิยม ในสังคมชาวญี่ปุ่นซึ่งไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานและใช้ชีวิตในรูปแบบใดก็ตาม เรื่องต่างๆเหล่านี้ก็เป็นเรื่องราวของคนสองคนที่จะเลือกตัดสินใจและดำเนินชีวิตคู่ร่วมกัน นั่นเองค่ะ

Posted on: